วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

คุณค่าทางอาหาร





  ผักหวานบ้าน มีรสชาติกรอบอร่อย มีสารอาหารหลายชนิด ยอดอ่อนและใบอ่อน มีรสหวาน เป็นแหล่งอาหารที่ทรงคุณค่ามากเนื่องจากมีสารที่เป็นประโยชน์ต่ร่างกายอยู่หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ซึ่งมีอยู่มากกว่าผักหวานหลาย ๆ ชนิด รวมทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส ที่ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง เมื่อร่างกายได้รับแคลเซียมพร้อมแมกนีเซียม ที่มีอยู่ในผักใบเขียวอย่างผักหวาน จะช่วยให้การยืดหดของกล้ามเนื้อในร่างกาย มีประสิทธิภาพสูงสุดตามไปด้วย ผู้บริโภคบ่อย ๆ จะไม่เป็นโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้ผักหวานสดยังมีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งวิตามินซีเป็นแอนติออกซิเดนท์ ที่ช่วยไม่ให้เนื้อเยื่อหรือเซลล์ภายในร่างกาย ถูกทำลายจากมลพิษทางอากาศ และรังสีจากแสงแดด ที่ทำให้เกิดมะเร็งหรือแก่ก่อนวัย รวมทั้งผิวหนังเหี่ยวย่นด้วย ที่สำคัญผักหวานยังมีเบต้า-แคโรทีน ที่มีอยู่ในผักใบเขียวทั่ว ๆ ไป เบต้า-แคโรทีน จัดเป็นแอนติออกซิเดนท์ตัวหนึ่งและเมื่อถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอแล้ว จะช่วยบำรุงสายตาให้สามารถเห็นได้ดีในที่มืดและยังเพิ่มความแข็งแรง ให้ภูมิคุ้มกันเอาไว้ต่อสู้กับโรคติดเชื้อสารพัดชนิด

การเก็บเกี่ยวผักหวานบ้าน







    การเก็บเกี่ยวผักหวานบ้านหลังจากที่ต้นผักหวานบ้านเริ่มตั้งตัวได้ ให้ทำการตัดแต่งยอด เพื่อให้ผักหวานบ้านออกพุ่มใหม่ เมื่อปลูกได้ประมาณ 2 เดือนก็จะสามารถเก็บยอดได้ ในการเก็บยอดนั้นควรเก็บในเวลาเช้า ซึ่งจะได้ยอดที่ขาวอวบอ้วนน่ารับประทาน หลังจากเก็บยอดมาแล้วถ้ายังไม่ได้นำไปขายทันทีให้ใช้ผ้าชุบน้ำคลุมตะกร้าผักหวานบ้านที่เก็บมาเอาไว้ เพื่อรักษาความชื้น ลดการคายน้ำของยอด ทำให้ยอดไม่เหี่ยว

การดูแลรักษา




    การดูแลต้นผักหวานบ้าน ให้สามารถเก็บยอดได้นานๆ จะต้องใส่ปุ๋ยคอกอย่างน้อย เดือนละ 2 ครั้ง หรืออาจใส่ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย ในช่วงที่อากาศร้อนมาก หรือเป็นช่วงฤดูแล้งจะต้องรดน้ำต้นผักหวานบ้าน 3 เวลา คือ เช้า กลางวัน เย็น เมื่อต้นผักหวานบ้านโตเกินไปก็ให้ตัดแต่งกิ่งใหม่  และใส่ปุ๋ยก็จะทำให้ต้นผักหวานสามารถออกยอดได้เหมือนเดิม
     การให้น้ำ ผักหวานเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อยมาก ในธรรมชาติผักหวานมีเปลือกลำต้นและเปลือกรากหนามาก มีรูพรุนเก็บกับน้ำได้ดีมาก 
    ผักหวานจะเก็บน้ำในฤดูฝนไว้ได้ และจะเก็บรักษาน้ำไว้ในการแตกยอด และออกดอกพร้อม ๆ กันในฤดูแล้ง แต่ผักหวานที่ปลูกเป็นสวนสามารถให้น้ำได้ตลอดทั้งปี ถ้าสภาพภูมิอากาศแห้งแล้ว การให้ปุ๋ย  หากผักหวานต้นใหญ่แล้วสามารถให้
    ปุ๋ยพรวนดินให้น้ำได้เพื่อเพิ่มผลผลิต ปุ๋ยที่ให้ผักหวานควรมีอัตราส่วน 2 : 1 : 1 หรือ 3 : 1 : 1 เพราะผักหวานใช้ยอดและ
    ใบอ่อนเป็นผลผลิต การให้ปุ๋ยควรให้ในช่วงเร่งการเจริญเติบโต และสามารถละลายน้ำให้ได้เรื่อย ๆ โดยให้แต่น้อยแต่บ่อยครั้ง 

ลักษณะของผักหวานบ้าน



    
       
    ผักหวานบ้านเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก สูงระหว่าง ๑-๓ เมตร ลำต้นอ่อน ผิวเกลี้ยง มีกิ่งแขนง แตกออกขนานกับพื้นลักษณะคล้ายก้านของใบมะยม ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันบนกิ่ง ใบรูปไข่หรือใบหอก ขอบใบเรียบ ปลายและโคนใบแหลมหรือมน ผิวใบสีเขียวเกลี้ยงทั้ง ๒ ด้าน ก้านใบสั้น หูใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ดอกออกตามง่ามใบ เป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกัน แต่อยู่ในต้นเดียวกัน ดอกคล้ายจาน กว้าง ๕-๑๒ มิลลิเมตร กลีบดอกเหลืองหรือแดง มี ๖ กลีบ ผลรูปกลมแป้น ผิวสีขาวอมชมพู ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๕-๑.๘ เซนติเมตร เมื่อแก่จัดแตกออกเป็น ๓ ส่วน แต่ละส่วนมีเมล็ดสีดำอยู่ ๑ เมล็ด กลีบรองผลสีแดงเข้ม ถิ่นกำเนิดของผักหวานป่ามีพื้นที่ครอบคลุมตั้งแต่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา มาตลอดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปถึงตอนใต้ของประเทศจีน จึงนับได้ว่าผักหวานบ้านเป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิมชนิดหนึ่งของไทย พบขึ้นอยู่ทั้งในสภาพธรรมชาติ และในไร่นาสวนของเกษตรกร นับเป็นผักยอดนิยมที่คนไทยในอดีตชอบปลูกไว้บริโภคอย่างแพร่หลายชนิดหนึ่ง ชื่อที่เรียกในประเทศไทย คือ ผักหวานบ้าน(ภาคกลาง) ผักก้านตง จ๊าผักหวาน(ภาคเหนือ) ผักหวานใต้ใบ(สตูล) มะยมป่า(ประจวบคีรีขันธ์) เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การเพาะเมล็ดผักหวานบ้าน







การเพาะเมล็ดผักหวานบ้านมีขั้นตอนดังนี้

     1.เริ่มจากนำผลผักหวานป่าที่สุกสมบูรณ์

     2.นำมาปล่อยทิ้งไว้ในภาชนะที่ระบายอากาศได้ดีเพื่อให้เน่าจะสะดวกในการเอาเปลือกและเนื้อออก
   

     3.เอาเนื้อและเปลือกออกโดยการเยียบ(ใช้วิธีอื่นก็ได้ตามสะดวก)แต่ต้องไม่ลงน้ำหนักมากจะทำให้เมล็ดผักหวานป่าช้ำและเกิดความเสียหายได้ซึ่งจะมีผลต่อการงอกด้วยครับ

     4.ล้างน้ำให้เนื้อออกให้หมดจนสะอาด
    
     5.นำเมล็ดที่ล้างสะอาดแล้วมาตาก-ลมบนกระสอบป่านไว้ในที่ร่มประมาณ2-3 วัน ห้ามตากแดดเป็นอันขาดครับ เกลี่ยให้เสมอกันถ้ามีจำนวนมากใช้ซ้อนกันได้ไม่เกิน 3 ชั้น


     6.นำเมล็ดผักหวานป่าที่ตาก-ลมมาหมกกระสอบคือนำกระสอบป่านอีกใบมาปูทับเมล็ดลงไปแล้วรดน้ำให้ชุมเช้าเย็น หรือจะใช้วิธีอื่นก็ได้เช่น เพาะในกระบะทราย เป็นต้น ประมาณ 7- 10 จะเริ่มมีรากงอกออกมา
     
    7.เตรียมถุงสำหรับเพาะเมล็ดขนาด 4x6 นิ้ว หรือตามต้องการ ใส่ดินผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ให้เต็มถุง

     8.นำเมล็ดผักหวานป่าที่รากงอกแล้วลงเพาะในถุง ต้องระวังอย่าให้รากหักและให้ฝังลงไปแค่ครึ่งเมล็ดเท่านั้นครับ เพื่อจะได้เห็นเมล็ดจะง่ายต่อการสังเกตุดูว่าเมล็ดเน่าหรือไม่
  

     9.ประมาณ 1 เดือนแรก เราจะไม่สังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงจากด้านบนของถุงเพาะชำแต่เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของผักหวานป่า คือกำลังแทงรากลงไปในถุง ต้องรดน้ำวันละครั้ง ระวังอย่าให้แฉะ
  

    10.ด้านบนเรามองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ด้านล่างผักหวานป่ากำลังออกราก ต้องใจเย็นๆนะครับเพราะเราจะเริ่มเห็นยอดของต้นผักหวานป่าก็ประมาณเดือนที่ 2 ครับ ประมาณ 4 เดือน เราก็จะได้ต้นกล้าผักหวานป่าที่แข็งแรง พร้อมนำไปลงแปลงปลูกได้

ประวัติผักหวานบ้าน




               

                                       


      ผักหวานบ้าน (ชื่อวิทยาศาสตร์: Sauropus androgynus) เป็นผักพื้นเมืองที่เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง

ชนิดหนึ่งถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญตัวหนึ่ง เนื่องจากเป็นผักที่มีรสชาติอร่อยและปลูกง่ายจึงเป็นที่

นิยมของตลาด ลักษณะของใบผักหวานบ้านนั้นมีส่วนที่คล้ายใบมะยม แต่ว่าแตกต่างจากใบมะยมตรงที่

มันจะมีนวลสีขาวๆ บนหน้าใบ มันเป็นผักชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก




วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สรรพคุณ





        ส่วนของลำต้นจะใช้แก่นผักหวานต้มรับประทานน้ำเป็นยาแก้ปวดตามข้อหรือปานดงหรือจะใช้ต้น 
ผักหวานกับต้นนมสาวเป็นยาเพิ่มน้ำนมแม่หลังคลอดบุตร รากต้มรับประทานน้ำเป็นยาเย็นแก้พิษร้อนใน
แก้น้ำดีพิการและแก้ปากมดลูก

    ส่วนที่ใช้ประโยชน์ : ลำต้น ใช้ประโยชน์ในทางเป็นพืชสมุนไพรอย่างหนึ่ง ยอดอ่อน ดอกอ่อน และ ผลอ่อนใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ต้ม ผัด แกง ทอด ส่วน ผลสุกนำมาต้มให้สุกและรับประทานเนื้อข้างใน