ส่วนยอดก็นิยมนำมาปรุงอาหารมีรสหวานกรอบช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำและระบายความร้อนหรือใช้ปรุงเป็นยาเขียวเพื่อลดไข้ ลดความร้อน ปัจจุบันพบว่ามีการนำมาพัฒนาเป็นชาผักหวานป่าทำเป็นเครื่องดื่มต้านอนุมูลอิสระ
วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ประโยชน์ของผักหวานป่า
ส่วนยอดก็นิยมนำมาปรุงอาหารมีรสหวานกรอบช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำและระบายความร้อนหรือใช้ปรุงเป็นยาเขียวเพื่อลดไข้ ลดความร้อน ปัจจุบันพบว่ามีการนำมาพัฒนาเป็นชาผักหวานป่าทำเป็นเครื่องดื่มต้านอนุมูลอิสระ
คุณค่าทางอาหาร
ผักหวานป่าจัดเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงชนิดหนึ่งโดยเฉพาะอย่ายิ่งในด้านแหล่งโปรตีน วิตามินซี และพลังงาน นอกจากนี้ยังมีปริมาณเยื่อใยพอสมควรช่วยในการขับถ่ายให้ดีขึ้น ในยอดและใบสดที่รับประทานได้ 100 กรัม ประกอบด้วยน้ำ 76.6 กรัม โปรตีน 8.2 กรัม คาร์โบไฮเดท 10 กรัม เยื่อใย 3.4 กรัม แคโรทีน 1.6 มก. วิตามินซี 115 มก. และค่าพลังงาน 300 กิโลจูล (KJ) อย่างไรก็ตามการบริโภคผักหวานป่าควรปรุงให้สุกเสียก่อน เนื่องจากการบริโภคสด ๆ ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดการเบื่อเมา เป็นไข้ และอาเจียนได้ การนำผักหวานป่ามาปรุงอาหารนั้นใช้ได้ทั้งส่วนที่เป็นยอดและใบอ่อน นำช่อผลอ่อน ๆ สำหรับผลแก่อาจลอกเนื้อทิ้งนำเมล็ดไปต้มรับประทานได้เช่นเดียวกับเมล็ดขนุน มีรสหวานมัน การปรุงอาหารจากผักหวานป่า นอกจากต้ม ลวก เป็นผักจิ้มน้ำพริกแล้วอาจนำไปทำแกง แกงเลียง หรือต้มจืดได้เช่นกัน
ช่วงเวลาผักหวานป่าออกดอก
ผักหวานป่าในป่าเกือบทุกชนิดผักหวานป่าจะออกดอกประมาณเดือนธันวาคม-มกราคม และออกผล
ประมาณเดือนกมุภาพันธ์ผลแก่และสุกในเดือนเมษายน- พฤษภาคม ผักหวานป่าเป็นพืชที่แยกเพศ
ชัดเจนมีทั้งที่เป็นต้นเพศผู้และเพศเมีย โดยมีดอกตัวผู้และดอก ตัวเมียอยู่คนละต้น (dioecious)การผสม
เกสรอาศัยแมลงตามธรรมชาติ ส่วนการกระจายเมล็ดพันธุ์อาศัยสัตว์ป่าเป็นผู้นำพา และน้ำยังเป็นตัวนำ
พาได้ดีเมื่อผลสุกร่วงหล่นลงจะถูกน้ำพัดพาไปในที่ต่างๆ เมื่อเมล็ดเจอที่ที่มีความเหมาะก็จะงอกและ
เจริญเติบโตต่อไป
การดูแลรักษาผักหวานป่า
ในช่วงต้นฤดูฝน ผักหวานป่าจะได้น้ำจากน้ำฝนธรรมชาติที่ตกลงมา แต่ถ้าฝนทิ้งช่วงต้องมีการให้น้ำช่วยในช่วงแรกของการปลูกใหม่ หรือในหน้าแล้งโดยให้น้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง พอให้ดินชื้นอย่าให้ดินแฉะ ผักหวานป่าไม่ชอบน้ำมากนัก ในแปลงศึกษาทดสอบของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดนครราชสีมา (พืชสวน) จะมีการให้น้ำโดยระบบน้ำหยด
หลังปลูกผักหวานป่าได้ 3-4 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราส่วน 10-15 กรัม/ต้น ห่างโคนต้นประมาณ 10-15 เซนติเมตร โรยทับด้วยปุ๋ยคอกแล้วกลบดิน ในแปลงศึกษาทดสอบการปลูกผักหวานป่าของศูนย์ฯ ในช่วงปีแรกจะใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ร่วมกับปุ๋ยคอก 4 เดือน/ครั้ง เพิ่มปริมาณปุ๋ยตามขนาดของต้นผักหวานป่า
เมื่อขึ้นสู่ปีที่สองจะใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง คือช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน และปลายฤดูฝน ประมาณเดือน กันยายน-ตุลาคม โดยใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กรัม/ต้น โรยทับด้วยปุ๋ยคอก 1-3 บุ้งกี๋/ต้น ในช่วงนี้ต้นผักหวานป่าที่สมบูรณ์จะมีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร
วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556
แหล่งที่พบ
ผักหวานป่าเป็นพืชที่ไม่ชอบแดดจัด ไม่ชอบน้ำมาก ชอบที่โล่ง ดินร่วนปนทราย พบมาก
ตามภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณที่สูง เชิงเขา ป่าเชิงเขาหรือป่าโปร่ง แหล่งผลิตเป็นการ
ค้า ได้แก่ จังหวัดลำพูน เชียงใหม่ และสกลนคร
ลักษณะของผักหวานป่า
ไม้พุ่มยืนต้นสูง ๕-๑๐ เมตร อายุหลายปี กิ่งและลำต้นมีใบประดับขนาดเล็ก ลำต้นสี
น้ำตาลอ่อนผิวขรุขระ ใบเป็นรูปไข่หรือรูปรี สีเขียวเข้มเนื้อใบกรอบ ปลายใบมน ขอบใบเรียบ
ปลายใบแหลม ฐานใบเป็นรูปลิ่มก้านใบสั้น ช่อดอกเกิดตามกิ่งแก่หรือตามลำต้นที่ใบร่วงไป
แล้วแตกกิ่งก้านคล้ายช่อดอกมะม่วงหรือดอกลำไย ดอกมีขนาดเล็กเป็นตุ่มสีเขียวอัดกันแน่น
เป็นกระจุก ผลเป็นผลเดี่ยวติดกันเป็นพวงผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีเหลืองอมส้ม ลักษณะผล
กลมรี เมล็ดลักษณะคล้ายพุทรา
วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556
วิธีการเพาะปลูก
เมล็ดผักหวานป่าจะสุกประมาณ เดือน เม.ย.- พ.ค. ซึ่งมีวิธีการเพาะเมล็ดดังนี้
1. เลือกผลแก่สุก โดยปล่อยให้สุกงอมเพื่อสะดวกในการแยกเปลือกและเนื้อออกจากเมล็ด
2. แยกเปลือกและเนื้อหุ้มเมล็ด โดยขัดล้างในการภาชนะที่มีผิวหยาบ เช่น ตะแกรง กระด้ง หรือเข่ง ไม้ไผ่ ควรใส่ถุงมือ
เนื่องจากเนื้อหุ้มเมล็ดมีสารที่ระคายเคืองต่อผิวหนัง
3. นำเมล็ดที่ขัดสะอาดแล้วแช่น้ำแยกเมล็ดที่สมบูรณ์ไว้เพาะเมล็ดที่สมบูรณ์จะจมน้ำส่วนเมล็ดที่ลอยน้ำควรแยกทิ้ง
4. นำเมล็ดที่จมน้ำขึ้นผึ่งพอสะเด็ดน้ำ คลุกด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อรา ในขั้นตอนนี้อาจเก็บเมล็ดโดยห่อกระดาษหนังสือพิมพ์
ใส่ถุงพลาสติกเจาะรูระบายอากาศ แช่ตู้เย็นในช่องแช่ผักไว้ประมาณ 1 เดือน เปอร์เซ็นต์ความงอกอาจจะลดลงเล็กน้อยหรือจะทำ
การบ่มเพาะเลย ก็จะทำให้เปอร์เซ็นต์ความงอกสูง วิธีการบ่มเพาะเมล็ดผักหวานป่าเพื่อกระตุ้นให้เกิดการงอก มี 3 วิธีดังนี้
4.1 นำเมล็ดมาบ่มเพาะโดยเกลี่ยเมล็ดบนกระด้งหรือตะแกรงหนาไม่เกิน 1 นิ้ว คลุมด้วยกระสอบป่านชุบน้ำหมาดๆ เก็บไว้
ในที่ร่ม 2-3 วัน เปลือกจะเริ่มแตกปริ เมื่อมีรากงอกออกมาจึงนำไปเพาะลงถุงต่อหรือนำไปปลูกแปลงที่เตรียมดินไว้แล้ว
4.2 นำเมล็ดมาบ่มเพาะในแกลบดำ โดยนำแกลบดำใส่ภาชนะหรือกระบะเพาะแล้วโรยเมล็ดผักหวานลงบนแกลบดำ เกลี่ย
เมล็ดอย่าให้ทับซ้อนกัน โรยแกลบดำกลบหนาประมาณ 1-2 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่ม 4-5 วัน คุ้ยดูจะเห็นเปลือกเริ่มแตกปริ อีกประมาณ
5 วัน จะเห็นรากงอกออกมานำไปเพาะในถุงต่ออีกประมาณ 2 เดือน จึงจะทยอยแทงยอด หรือจะนำเมล็ดลงปลูกในแปลงเลยก็ได้
4.3 นำเมล็ดมาบ่มเพาะในทราย โดยนำทรายใส่ภาชนะหรือกระบะเพาะ แล้วโรยเมล็ดผักหวานป่าลงบนทรายใช้ฟางคลุมรด
น้ำให้ชุ่ม ระยะเวลาการแตกปริของเปลือก และการงอกของเมล็ดจะคล้ายกับการบ่มเพาะในแกลบดำ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

















